เปิดเนื้อหาตำราวิชาสังคม ชั้น ม.6 เตรียมอุดมฯ แทงใจเสื้อแดง

สบาย ๆ ในแบบที่เราเป็น

Moderators: Omega, Sozialist, Dk_toM

เปิดเนื้อหาตำราวิชาสังคม ชั้น ม.6 เตรียมอุดมฯ แทงใจเสื้อแดง

Postby คุณชายเท on Thu Jul 02, 2009 8:44 pm

เปิดเนื้อหา "ตำราต้องห้าม" วิชาสังคมชั้น ม.6 เตรียมอุดมฯแสยงหัวใจ "กลุ่มเสื้อแดง" (มติชนออนไลน์)

หมายเหตุ "มติชนออนไลน์" เป็นเนื้อหาส่วนหนึ่งของเอกสารประกอบกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันตั้งแต่ช่วงรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จนถึงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รวมถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยเพื่อต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)


24.5 รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (9 กุมภาพันธ์ 2544 - 8 มีนาคม 2548)

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย นำนโยบายประชานิยมมาใช้ในการหาเสียง ทำให้พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงขึ้นดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี และได้รับความนิยมจากประชาชนระดับรากหญ้าเป็นอย่างมาก จนสามารถบริหารประเทศจนครบวาระ 4 ปีเป็นครั้งแรก

24.6 รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (2) (9 มีนาคม 2548-24 กุมภาพันธ์ 2549)

การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2548 พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย (ประชาชนลงคะแนนเสียงเลือกพรรคไทยรักไทย 19 ล้านเสียง) ทำให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้โดยพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียว ได้เป็นครั้งแรกในประเทศไทย และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งที่ 2 ด้วยการที่พรรคไทยรักไทยสามารถครองเสียงข้างมากอย่างเด็ดขาด (ด้วยการควบรวมพรรคการเมืองอื่นมาอยู่ในพรรคไทยรักไทย) ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีอำนาจรวมทั้งมีบารมีที่เป็นบุคคลที่ร่ำรวยในระดับต้นๆ ของประเทศ จึงดำเนินการครอบงำวุฒิสภา และองค์กรอิสระต่างๆ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (ก.ก.ต.) สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ฯลฯ เพื่อทำให้องค์กรอิสระต่างๆ ขาดประสิทธิภาพที่จะตรวจสอบหรือทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญเพื่อตรวจสอบการทุจริต ประพฤติมิชอบของผู้มีตำแหน่งทางการเมือง และในขณะเดียวกัน ก็ดำเนินการครอบงำปิดกั้นเสรีภาพของสื่อมวลชนและประชาชนในการแสดงความคิดเห็นวิพากษ์พิจารณ์ เพื่อถ่วงดุลตรวจสอบผู้บริหารประเทศ

ประชาชนและองค์กรต่างๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับพฤติการณ์และการกระทำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงเกิดการรวมตัวกันเป็นกลุ่มต่อต้านคัดค้าน ด้วยการชุมนุมประท้วงขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นระยะๆ โดยเฉพาะการรวมกลุ่มของกลุ่มพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ที่ทำโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล และพลตรีจำลอง ศรีเมือง จนทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ประกาศยุบสภา เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549

24.7 รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (3) (24 กุมภาพันธ์ 2549-19 กันยายน 2549)

การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 พรรคการเมืองฝ่ายค้านประกอบด้วยพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย และพรรคมหาชน ไม่ได้ส่งสมาชิกพรรคลงแข่งขันในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยอ้างว่าพรรครัฐบาลคือพรรคไทยรักไทย ใช้อำนาจทางการเมืองในฐานะที่เป็นฝ่ายรัฐบาลเอาเปรียบพรรคการเมืองฝ่ายค้าน รวมทั้งเข้าแทรกแซงกลไกของรัฐต่างๆ เพื่อเอาชนะในการเลือกตั้ง ทำให้พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งแบบไร้คู่แข่งขัน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งที่ 3

แต่การเป็นนายกรัฐมนตรีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ครั้งนี้ ได้รับการคัดค้าน ต่อต้านจากหลายๆ ฝ่าย ตั้งแต่พรรคการเมืองฝ่ายค้าน นักวิชาการ องค์กรต่างๆ และประชาชน ฯลฯ เช่น นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ยื่นฟ้องให้ยุบพรรคไทยรักไทยในความผิดที่พรรคไทยรักไทยว่าจ้างพรรคการเมืองขนาดเล็กให้ส่งคนสมัครรับเลือกตั้ง

เลขาธิการคณะรัฐมนตรีนายบวรศักดิ์ สุวรรณโณ และรองนายกรัฐมนตรีนายวิษณุ เครืองามขอลาออกจากตำแหน่ง สมาชิกวุฒิสภายื่นเรื่องให้ศาลปกครองวินิจฉัยสถานะของนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะการชุมนุมขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่มีผู้เข้าร่วมชุมนุมเป็นจำนวนถึง 100,000 คน ในแต่ละครั้งและดำเนินการกดดันรัฐบาลด้วยการชุมนุมล้อมรอบทำเนียบรัฐบาล สถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศไทยดังกล่าวนี้ทวีความรุนแรงขึ้นตามลำดับ จนเกิดการรับประหารโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยมี พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบกเป็นหัวหน้าคณะปฏิรูปฯ

24.8 รัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ (1 ตุลาคม 2549 - 28 มกราคม 2551)

พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยมีพลเอกสนธิ บุญรัตนกลิน หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (ค.ม.ค.) เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการฯ และมีคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) มีหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อย และความมั่นคงแห่งชาติ มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มาจากการแต่งตั้งจำนวน 242 คน ทำหน้าที่นิติบัญญัติ และมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 18 และประกาศใช้เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2550

24.9 รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช (รัฐบาลอมินี) (29 มกราคม 2551 - 9 กันยายน 2551)

จากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 พรรคพลังประชาชน (พรรคไทยรักไทยเดิม) ชนะการเลือกตั้งจึงได้จัดตั้งรัฐบาลโดยมีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ท่ามกลางการวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อมวลชน นักวิชาการ และกลุ่มพันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่าเป็น "รัฐบาลนอมินี" คือเป็นรัฐบาลที่เป็นตัวแทนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกเพิกถอนสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี ตามคำสั่งยุบพรรคไทยรักไทย และมีการประท้วงของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเมื่อประชาธิปไตย

และในที่สุดนายสมัคร สุนทรเวช ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2551 ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งกรณีเป็นพิธีกรทางโทรทัศน์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 มาตรา 91 มาตรา 182 วรรค (7) ที่มีบทบัญญัติห้ามนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งใดในห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือองค์กรที่ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งหาผลกำไรหรือรายได้มาแบ่งปันกัน

24.10 รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ (รัฐบาลนอมินี 2) (18 กันยายน 2551 - 2 ธันวาคม 2551)

เมื่อนายสมัคร สุนทรเวช พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐสภาได้ประชุมและเลือกนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์น้องเขย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พรรคพลังประชาชนเป็นนายกรัฐมนตรี โดยยังมีหลายฝ่ายได้วิพากษ์วิจารณ์ รวมทั้งคัดค้าน ประท้วงว่าเป็นรัฐบาลนอมินี หรือรัฐบาลตัวแทนพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยเฉพาะกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้รวมกลุ่มประท้วง และทำการปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลไม่ให้คณะรัฐมนตรีที่มีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีเข้าทำงานที่ทำเนียบรัฐบาล จนต้องย้ายสถานที่การประชุมคณะรัฐมนตรี และที่ทำงานของรัฐบาลไปที่สนามบินดอนเมืองแทน

จนกระทั่งศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ยุบพรรคประชาชน เนื่องจากรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน (นายยงยุทธ ติยะไพรัช) กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งวุฒิสภา พ.ศ. 2550 และรัฐธรรมนูญมาตรา 68 มาตรา 237 วรรคสอง เพิกถอนสิทธิทางการเมือง หัวหน้าพรรคพลังประชาชน และกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชนจำนวน 13 คน เป็นเวลา 5 ปี ทำให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

24.11 รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (17 ธันวาคม 2551 - ปัจจุบัน)

เมื่อนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่ประชุมรัฐสภาได้เลือกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย (เป็น ส.ส.ที่ย้ายมาจากพรรคพลังประชาชนที่ยุบพรรค) และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (น.ป.ช.หรือกลุ่มเสื้อแดง) ต่อต้านและประท้วงการขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยกล่าวหาว่าเป็นการปล้นประชาธิปไตย ทั้งนี้เพราะว่าพรรคประชาธิปัตย์มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นลำดับที่สองรองจากพรรคเพื่อไทยดำเนินการชักชวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เรียกว่า "กลุ่มเพื่อนเนวิน (นายเนวิน ชิดชอบ)" ที่สังกัดพรรคพลังประชาชนที่ถูกยุบพรรคไป มาร่วมสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคชาติไทยพรรคเพื่อแผ่นดิน พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา พรรคมัชฌิมาธิปไตย ทำให้พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาราชกลายเป็นพรรคฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรแทนพรรคประชาธิปัตย์

การขึ้นนดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้ เป็นการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เนื่องจากพรรคการเมืองที่มาสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดังกล่าวข้างต้นต่างก็เคยสนับสนุนพรรคเพื่อไทยหรือพรรคพลังประชาชน หรือพรรคไทยรักไทย ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้อยู่เบื้องหลังของพรรคเพื่อไทย และพรรคพลังประชาชน ดังนั้นการบริหารประเทศของนายกรัฐมนตรีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงประสบกับความยุ่งยาก เพราะต้องบริหารงานร่วมกับกลุ่มคณะรัฐมนตรีและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เคยสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาก่อน และยังต้องเผชิญกับการประท้วงของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (น.ป.ช.) ที่ได้รับการสนับสนุนจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ด้วยการโฟนอินและถ่ายทอดสัญญาณวิดีโอลิงค์มายังสถานที่ชุมนุมของกลุ่ม น.ป.ช.เกือบทุกวัน ประกอบกับสถานการณ์ตกต่ำทางเศรษฐกิจที่ขยายลุกลามไปทั่วโลก ตั้งแต่ปลายปี 2551 รวมทั้งประเทศไทย ทำให้รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะต้องประสบมรสุมในการบริหารประเทศเป็นอย่างมาก

25 การเมืองภาคประชาชน


25.1 กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (กลุ่มเสื้อเหลือง)

หลังจากที่คณะกรรมการ อ.ส.ม.ท.(โมเดิร์นไนทีวี) มีคำสั่งให้ระงับรายการ "เมืองไทยรายสัปดาห์" ที่มีนายสนธิ ลิ้มทองกุล และนางสาวสโรชา พรอุดมศักดิ์ เป็นผู้ดำเนินรายการเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2548 ทำให้ผู้ดำเนินรายการทั้งสองได้ย้ายรายการ "เมืองไทยรายสัปดาห์" ไปออกอากาศที่สถานีโทรทัศน์ ASTV ฟรีทีวี ระบบดาวเทียมที่สตูดิในอาคารบ้านเจ้าพระยา ถนนพระอาทิตย์ โดยเนื้อหารายการยังเดินหน้าเปิดโปงพฤติกรรมที่ไม่ชอบมาพากลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาลอย่างเข้มข้นเหมือนเดิม ในวันที่ 16 กันยายน 2548

วันศุกร์ที่ 23 กันยายน 2548 ผู้ดำเนินรายการทั้งสองคนได้จัด "รายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร" เป็นครั้งแรก ณ หอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีประชาชนหลากหลายอาชีพเข้าร่วมฟังอย่างล้นหลาม และได้มีการถ่ายทอดสัญญาณผ่านสถานีโทรทัศน์ ASTV และเครือข่ายวิทยุชุมชนอีกหลายแห่งทั้งในกรุงเทพมหานคร และต่างจังหวัด โดยมีการจัดอย่างต่อเนื่องในทุกวันศุกร์และมีการเปลี่ยนแปลงสถานที่ไปในที่ต่างๆ รวมทั้งมีประชาชนติดตามเข้าไปร่วมฟังอย่างล้นหลามและมากขึ้นตามลำดับ จนนายสนธิ ลิ้มทองกุลได้ประกาศบนเวทีว่า "จะสัญจรไปเรื่อยๆ จนกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะลาออกจากตำแหน่ง"

วันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน 2548 รายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรครั้งที่ 7 ที่สวนลุมพินีประชาชนพร้อมใจกันใส่เสื้อยืดสีเหลืองเข้าร่วมรายการอย่างเนืองแน่นหลายหมื่นคน และนับแต่นั้นมาผู้เข้าร่วมชุมนุมก็มักจะใส่เสื้อเหลืองเข้าร่วมชุมนุมมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง จากการที่ประชาชนทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดเข้าร่วมรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรทุกคืนวันศุกร์ ที่สวนลุมพินีเป็นจำนวนมาก จนเป็นที่กล่าวขานของคนในสังคมว่าเป็น "ปรากฏการณ์สนธิ"

วันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2549 มีการนัดชุมนุมใหญ่ขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งมีประชาชนจากทุกสารทิศเข้าร่วมอย่างมากมายเป็นประวัติการณ์หลายหมื่นคน บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก พร้อมเสียงตะโกน "ทักษิณ ออกไป" เป็นระยะๆ

วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2549 ได้ประกาศบนเวทีปราศรัยเปิดตัว "เครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" ประกอบด้วยตัวแทนจากองค์กรต่างๆ 27 องค์กร โดยจะร่วมกันดำเนินพันธกิจ 3 เป้าหมายหลัก คือ "ไล่ทักษิณออกไป โค่นระบอบทักษิณ และปฏิรูปการเมืองโดยภาคประชาชน" ต่อมาแนวร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้เลือก 5 แกนนำ ที่มีอำนาจการตัดสินใจสูงสุดประกอบด้วย พลตรีจำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายพิภพ ธงชัย โดยมีนายสุริยะใส กตะศิลา เป็นผู้ประสานงาน

กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้นัดชุมนุมที่ท้องสนามหลวงมาเป็นระยะๆ จากกระทั่งเกิดการรัฐประหารของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เมื่อ 19 กันยายน 2549 กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงยุติการชุมนุม

ภายหลังการเลือกตั้ง เมื่อ 23 ธันวาคม 2550 พรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้งนายสมัคร สุนทรเวช ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ออกแถลงการณ์หลายฉบับคัดค้านรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวชที่หน้าที่เป็นตัวแทนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ส. 2550 จนกระทั่งได้จัดให้มีการชุมนุมใหญ่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2551 และได้นำกลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาลแต่ถูกทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสกัดกั้นไว้ กลุ่มพันธมิตรฯ จึงปักหลักการชุมนุมที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ อย่าง
คุณชายเท
อยากเป็นสิงห์
 
Posts: 3
Joined: Thu May 28, 2009 7:42 pm

Postby เสี่ยลี่ on Fri Jul 17, 2009 1:39 am

น้องๆนักเรียนรัฐศาสตร์ที่รัก
ประเด็นนี้พี่มีความเห็นอย่างนึง
โดยให้ลองมองคำว่า "อำนาจ" ในอีกความหมายนึง

Power is ability to do something be seen or not be seen.

ในแง่มุมนี้ power มีส่วนในการกำหนดการรับรู้ การมองเห็นโลก
อำนาจทำงานในการทำให้บางอย่างเป็นประเด็น ไม่เป็นประเด็น
ทำให้บางอย่างถูกพูดถึง ไม่ถูกพูดถึง แม้กระทั่งการใช้คำขยายต่างๆ
ที่ซ่อนนัยยะเชิงบวกหรือลบไปในตัว และแน่นอนที่สุด bias ของคนเขียนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ตำราเรียน หรือ งานวิชาการ ในแง่นึงจึงไม่อาจจะสลัดสิ่งพวกนี้ออกได้
แม้เราจะบอกว่า เป็นแค่การเขียนลำดับความ เล่าเหตุการณ์จริงก็ตาม
แต่อย่างลืมว่านามธรรมหลายอย่างที่ใช้ในตำราเรียนที่โค้ทมานี่
หลายอย่างมันเป็นประเด็นที่ ongoing debate คือยังโต้เถียงไม่จบ
ยังมีแง่มุมให้โต้เถียง เช่นประเด็นการแซกแทรง การใช้อำนาจไม่เป็นธรรม บลาๆ

เอาเข้าจริง เรารู้อย่างไรว่า เขาใช้อำนาจครอบงำองค์กรอิสระ?
เพียงเพราะผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรนั้นๆ รู้จักกับเขานั้นหรือ?
เพียงเพราะคำตัดสิน "ดูเหมือน" อุ้มทักษิณ นั้นหรือ?

แน่นอนผมไม่เป็นกลางทางการเมือง อาจจะไม่เชื่อ จะเถียงกันก็ได้
แต่พี่ว่า การเมืองก็เป็นการเมือง ไม่ต่างกัน ลองดูสมัยนี้ดิ
ด่าทักษิณแทรกแซงองค์กรอิสระ แล้วตอน คปค ยึดอำนาจ
เปลี่ยนมาเป็น คมช ตั้งคนของตัวเองไปดำรงตำแหน่งต่างๆ
ไม่ชัดอีกหรือ ว่าเล่นพวก ไม่ชัดอีกหรือว่าแทรกแซง โคตรชัด

แต่ทำไงได้ละ ก็นี่ละการเมือง ทีใครทีมันวะ
กูมา ก็ดึงพวกกู ย้ายพวกมึง เรื่องปกติ ไม่ว่าใครก็ทำ
ปัญหาอย่างนึงพี่ว่าเราเรียกร้องสิ่งที่เกินมนุษย์ เกินจริง (surreal) ให้กับการเมือง
เรียกร้องให้โปร่งใสทุกเรื่อง ยากนะ ใครอยากบอกบ้างว่าตัวเองมีเมียน้อย หรือติดนักร้อง
เรียกร้องให้อย่าเล่นพวก ก็แหมมม ไม่ช่วยเพื่อนจะช่วยใคร ไม่พาคนสนิทมาทำงานแล้วจะไว้ใจคนอื่นได้มากกว่าหรือ?
มันเป็นธรรมชาติมนุษย์วะ เราทำได้แค่ทำไงให้มันลดน้อย แต่จะลบล้างคงยาก

กลับมาที่เรื่องความหมายของอำนาจ
และถ้าเราได้มองความหมายของอำนาจในแง่มุมนี้แล้ว
ก็น่าจะทำให้เราได้ตระหนักว่า อำนาจมันใกล้ตัว กว่าที่คิด
และเราเองก็อาจไม่รู้มาก่อนเลยว่ามันดำรงอยู่
ทำไมเรื่องบางเรื่อง กระแสบางกระแสถึง peak ได้อย่างรวดเร็วในช่วงเวลาหนึ่ง
อาจจะไม่ใช่เพราะแต่ละปักเจก ลุกขึ้นมาสนใจพร้อมๆกัน
แต่มันอาจจะมีสถาบันบางสถาบันที่ผลิต หรือ กำหนดควบคุมประเด็นการรับรู้ให้เราสนใจ
(ในที่นี้หมายถึงสถาบันทางการเมือง ไม่ได้หมายถึง สถาบันกษัตริย์)
เช่น สื่อสารมวลชน วัด โรงเรียน สภา ศาล หรือ บลาๆ (คิดเองนะ หึหึ)

เลยอยากให้ระวังเวลารับข่าว อ่านหนังสือเรียน หรือแม้กระทั่งนิยาย
หรือละครที่อ่าน เพราะในขณะที่เราดื่มด่ำอย่างไม่รู้ตัวนั้น
เราลืมไปหรือเปล่าว่าสิ่งที่เรารู้ เห็น ได้ยิน ได้ดู ได้อ่าน
ไม่ได้ดำรงอยู่อย่างอิสระ หรือไม่ได้มาจากอิสระภาพทางการรับรู้ของเรา

หากแต่มาจากการใช้อำนาจของผู้ถ่ายทอดต่างหาก ว่าเข้าอยากให้เราเห็นอะไร หรือไม่เห็นอะไร .....
ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า ผู้ปกครองล้วนมาแล้วสาปสูญ
User avatar
เสี่ยลี่
บรมครู
 
Posts: 271
Joined: Sun Oct 21, 2007 3:04 am

Postby พี่ดิว on Fri Jul 17, 2009 8:15 am

ทุกคนก็มีอำนาจของตัวเองได้ แค่มีตัง 20 บาท แล้วเดินเข้าเนตคาเฟ่พร้อมกับความคิดเห็นของตัวเอง

แต่อย่าลืมนะ อำนาจที่เราสามารถใช้ได้ คนอื่นก็ได้ใช้เหมือนกัน
คนอื่นก็ "จับยัด" ความเห็น ได้เช่นเดียวกับเรา "จับยัด"
ส่วนจะ "จับยัด" สำเร็จหรือไม่ อยู่ที่ว่า "รู้ทัน" รึเปล่า

ต่อให้ "น่าเชื่อถือ" หรือ "เมพขิงๆ" แค่ไหน ก็ใช่ว่าจะเชื่อกันได้ซะทุกประโยค

เพราะหลายครั้งในสังคมของเรา
คนหลายคนก็อาศัยความ(อยาก)ดัง ดึงดูดสื่อมาทำข่าว พอๆกับที่ บางคนอยากออกทีวี ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์
คนหลายคนก็ิอาศัยว่าตัวเองนี้เข้าถึงสื่อได้ (อินเตอร์เนต ทุกวันนี้ ผมก็ถือว่าเป็นสื่อมวลชนแขนงหนึ่ง) และใช้มันเป็น
เช่นเดียวกับที่พวกดารากุเรื่องความชอบในสิ่งบ้าบอๆ หรือตอแหลดราม่านอกจอ มาดึงเรตติ้งตัวเองนั่นแหละ

คนหลายคนอาศัยเรื่องพวกนี้ มาสร้างกระแสดึงดูดความสนใจเข้าตัวเอง
แน่นอน มันก็มีทั้งที่พวกที่ ไม่มีแก่นสารอยากออกสื่อกลัวชาวบ้านไม่รู้จัก
กับพวกที่จงใจออกสื่อ เพราะ จงใจจะ input ข้อมูลที่ตัวเองต้องการ

แต่ผลลัพธ์สู่สังคมนั้นน่ากลัวยิ่งกว่า
เพราะคนเราเสพสื่อ แล้วเสือกคิดว่าตัวเองนี่ฉลาดที่สุด
ไม่เชื่อ คุณขึ้นแท็กซี่ แล้วลองคุยกับเค้าดูสิ
ถ้าถึงประเด็นที่มัน controversial
ร้อยละ 90 เขาจะอ้างว่า "เขาฟังข่าวอยู่ตลอด" (ดังนั้นเขาเลยถูก?)

ดังนั้น ถ้าคนเฮงซวยออกสื่อจะเกิดอะไรขึ้น
ถ้าคนที่มีจุดประสงค์ทำเพื่อตัวเองออกสื่อจะเกิดอะไรขึ้น

มันก็จับยัดความคิดงี่เง่าไร้สติปัญญาลงหัว "คนเสพสื่อ" ใช่หรือไม่
มันก็จับยัดความคิด หรือวิธีคิดที่ทำให้ "คนเสพสื่อ" ตกเป็นเครื่องมือของ "คนที่ทำเพื่อตัวเอง" เหล่านั้น ใช่หรือไม่

ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า คนพวกนี้ จะดำรงคุณค่าจอมปลอม และการทำเพื่อตัวเองนี้ไปได้อีกนานซักแค่ไหน

แต่อย่างที่บอก จะมีซักกี่คน ที่รู้เท่าทัน และไม่โดน"วิธีทางการเมือง"กำจัดออกไป (กำจัดเป็น หรือกำจัดตายนี่อีกเรื่อง)
ก่อนที่สามารถจะออกมา่ป่าวร้อง "กระชากหน้ากากจอมปลอม" ของ "คนที่ทำเพื่อตัวเอง"


กลับมาที่เรื่องของอินเตอร์เนต แท้จริงแล้วมันก็แค่ข้อความของคนที่พิมพ์ๆลบๆ ได้ คัดลอกข้อความได้
แก้ไขอะไรก็ได้ บนคีย์บอร์ด และหน้าจอคอมพิวเตอร์
ก่อนที่จะกด "send/sudmit/ส่งข้อความ" (แถมเดี๋ยวนี้ส่งไปแล้วก็ตาม edit ได้ซะด้วยสิ)

แต่เราไม่มีทางรู้เลยว่า ไอ้ที่ลบไปนั่น ลบอะไรไปบ้าง
บางทีความในใจแท้จริงก็คือ "ไอ้ที่ลบออก" นั่นเอง

อุ๊บบบส์... ใช้อำนาจของ"สื่อพลเมือง" พูดมากเกินไปและ

ปล. แค่เห็นว่า เปิดประเด็นได้น่าสนใจ ก็เลยหยิบในมุม
"อำนาจกับสื่ออินเตอร์เนต" มาคุยให้ฟังดูบ้าง แล้วก็ร่วมถกเถียงอีกเล็กๆน้อยๆ[u]
ปล.2 เพิ่มเติมบางส่วน เมื่อวันที่ 24 กค 52
พี่ดิว
สิงห์ฝึกหัด#1
 
Posts: 17
Joined: Thu Apr 23, 2009 1:23 pm


Return to ห้องคอมมอน

Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 1 guest